สถานที่ที่ควรไปเยือนเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากสำหรับผู้ที่ต้องการชื่นชมความสวยงามของสีสันเมืองที่เปลี่ยนไป  ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างหนาวแต่หิมะยังไม่ตก  ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปจะได้รูปที่มีสีสันสวยงามสดใส ดังนั้น จึงเป็นช่วงที่นิยมไปเที่ยวกันเป็นอย่างมาก มีเมืองใดบ้างที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีบ้าง

  1. ออสเตรีย นับเป็นเมืองที่งดงามราวกับความฝัน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ประเทศออสเตรีย ณ เมืองริมทะเลสาบฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) เมืองสวยในบรรยากาศเงียบสงบสุดสโลว์ไลฟ์ เป็นหมู่บ้านแสนสวย หนึ่งใน ที่เที่ยวฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้องมาให้ได้สักครั้ง ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม เหล่าใบไม้จะเริ่มอวดสีสัน มุมถ่ายภาพสวยทั้งเมืองโดยเฉพาะบริเวณริมทะเลสาบ และถ้าอยากเห็นรอบๆ ให้ขึ้นกระเช้าบุกภูเขาเกลือ หรือ Salzberg เพื่อชมวิวรอบๆ ช่วงนั้นอากาศเย็นสบาย จากนั้นแนะนำให้เที่ยว กรุงเวียนนา ดื่มด่ำบรรยากาศเมือง และเยือน ป้อมปราการซอลซ์เบิร์ก (Salzburg Fortress) ชมวิวเมืองจากที่สูงให้เห็นวิวใบไม้เปลี่ยนสีเต็มๆ ตา
  2. เนเธอร์แลนด์ เมืองของเนเธอร์แลนด์ที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ กรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)  เป็นการเที่ยวเมืองที่เงียบสงบแบบคนรักธรรมชาติ คนที่นี่นิยมการปั่นจักรยาน จนได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงจักรยานโลก กิจกรรมน่าสนใจก็คือ การนั่งเรือชมใบไม้เปลี่ยนสีริมฝั่งแม่น้ำอัมสเติล (Amstel) ชมพระอาทิตย์ตกดินเป็นวิวที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด เพราะวิวรอบๆ สวยงามราวกับภาพวาด เก็บภาพความประทับใจของเมืองเก่าได้เพลินๆ ช่วงที่สวยที่สุดต้องช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี สีสันของใบไม้กับความงามของตึกรามบ้านช่องช่างละมุนละไมมากๆ
  3. เสฉวน ประเทศจีน เป็นประเทศที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวแนวภูเขา เดินชมธรรมชาติมาก เพราะที่จีนมีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม และสถานที่ที่พลาดไม่ได้ก็คือ จิ่วจ้ายโกว ณ เมืองเสฉวน อุทยานจิ่วจ้ายโกว(Jiuzhaigou) อยู่กลางหุบเขา ภายในมีทะเลสาบ ป่าไม้ และน้ำตกสวยงามมากมาย จุดขายของที่นี่คือทะเลสาบที่ใสมากและมีสีสันสวยงาม ทั้งเขียว เหลือง ฟ้า ซึ่งมีวิเคราะห์ว่าเกิดจากตะกอนใต้น้ำบวกกับการหักเหของแสง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังกล่าวทำให้มันถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก และเป็นที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆของประเทศจีนและเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดเลยก็ว่าได้ จิ่วจ้ายโกวสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และสามารถชมธรรมชาติได้ฤดู ซึ่งความสวยงามจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล แต่แนะนำว่าถ้าอยากไปพบความอลังการที่สุดของจิ่วจ้ายโกว แนะนำให้ไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่จิ่วจ้ายโกวในช่วงเดือน กันยายน-พฤศจิกายนอุณหภูมิประมาณ 15-20 องศา
  4. เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เกียวโตเป็นเมืองเก่าแก่ของญี่ปุ่น มีวัดวาอารามและสถาปัตยกรรมที่สวยงามเหมาะแก่การไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในช่วง ต.ต. – ธ.ค. มากเพราะมีหลายสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถไปชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามของใบไม้เปลี่ยนสีได้เช่น

ภูเขาทาคาโอะ(Takao)

วัดไดโกจิ Daigoji Temple

วัดโทฟุคุจิ(Tofukuji)

-อาราชิยาม่า(Arashiyama)

  1. หนานโถว จังหวัดในภาคกลางของไต้หวัน ที่นี่มีทะเลสาบที่คนทั่วโลกต้องแวะเวียนกันมาอย่างทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบสุริยันจันทราเป็นทะเลสาบที่งดงามและโรแมนติคดั่งภาพเนรมิต ตั้งอยู่ใจกลางของเกาะท่ามกลางภูเขาที่เรียงราย วิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสกับความงดงามของทะเลสาบแห่งนี้ คือการล่องเรือชมความงดงามของทะเลสาบอย่างใกล้ชิดทะเลสาบแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันโดยเฉพาะในช่วงที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่จะได้ล่องเรือและชมความงามของสีสันใบไม้รอบด้าน

6 กรุงปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส  เป็นที่รู้จักกันดีในสมญา “นครแห่งความโรแมนติก” ที่มีบรรยากาศสวยเย้ายวนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้นไม้ทั้งเมืองที่ใบไม้เปลี่ยนสี คงเป็นการดีไม่น้อย หากคุณจะได้เดินจูงมือคู่รักของคุณเดินชมสีสันส้มแดงที่ริมแม่น้ำแซน (Seine) หรือในสวนสาธารณะลุกซอมบูร์ก (Jardin du Luxembourg) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในปารีส นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายเช่น เทศกาล Nuit Blanche (Sleepless night) ที่จะมีการจัดแสดงศิลปะสมัยใหม่กลางแจ้งกลางกรุงปารีสให้บุคคลทั่วไปชมเมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

  1. เกาะนามิ ประเทศเกาหลีใต้ เกาะนามิเกิดขึ้นจากผลของการกั้นน้ำเพื่อสร้างเขื่อน มีพื้นที่ประมาณ 270 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว บนเกาะนี้มีชื่อเสียงในหมู่คนเกาหลีมานานเนื่องจากมีธรรมชาติที่สวยงามยังมีสัตว์เล็กๆอาศัยอยู่ตามธรรมชาติเช่น กระรอก กระแต นก หงส์ ห่าน รวมถึงนกกระจอกเทศด้วย และที่นี่จะนำสายไฟลงใต้ดินทั้งหมด เพียงรักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้ โดยช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวมามากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะต้นไม้มากมายที่นี่จะเปลี่ยนสีเหลือง สีแดง สีส้ม โดยเฉพาะทางเดินใต้ต้นแปะก๊วยที่จะเปลี่ยนใบเป็นสีเหลืองสดสวยงามมาก แต่อย่างไรก็ตามที่นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนเที่ยวตลอดทั้งปี

ช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์แตกต่างกันอย่างไร

หลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่าความแตกต่างระหว่างช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์ เนื่องจากไม่เข้าใจว่าศึกษาต่างกันอย่างไรและจบออกมาจะมีอาชีพที่แตกต่างกันอย่างไร ข้อมูลข้างล่างนี้จึงเป็นข้อมูลแสดงถึงวัตถุประสงค์ระหว่างการเรียน ช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์

สาขางานไฟฟ้ากำลัง

  • เพื่อให้สามารถอ่านแบบ ประมาณการวัสดุในงานติดตั้ง ควบคุมไฟฟ้า ตรวจซ่อมประกอบทดลองวงจรไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์
  • เพื่อให้สามารถตรวจสอบหาข้อบกพร่อง แก้ไข และซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ควบคุมเครื่องกลไฟฟ้า นิวเมติกส์ไฮดรอลิกส์ พีแอลซี
  • เพื่อให้สามารถติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ
  • เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานช่างไฟฟ้าในสถานประกอบการ และประกอบอาชีพอิสระ ใช้ความรู้และทักษะพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น

สาขางานอิเล็กทรอนิกส์

  • เพื่อให้สามารถเขียนแบบอ่านแบบ ประมาณการวัสดุ งานสร้างเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การประกอบทดลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์
  • เพื่อให้สามารถตรวจสอบ หาข้อบกพร่อง ซ่อม บำรุงรักษา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยเครื่องมือวัดทดสอบทางไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบเสียง ระบบภาพ คอมพิวเตอร์ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และอิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม
  • เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานช่างอิเล็กทรอนิกส์ในสถานประกอบการ และประกอบอาชีพอิสระ ใช้ความรู้และทักษะพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้

ความแตกต่างระหว่างช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์

ช่างอิเล็คโทรนิคส์

ลักษณะของงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ

ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์  โดยใช้ทฤษฎีอิเล็กทรอนิกส์ หลักของวงจรไฟฟ้า  วิธีการทดสอบไฟฟ้า คณิตศาสตร์ทางวิศวกรรม และวิชาการที่เกี่ยวข้องกันมาใช้ผลิต ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบ ใช้และ บำรุงรักษา พัฒนา   แก้ไขเปลี่ยนแปลง และซ่อมระบบอิเล็กทรอนิกส์   อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ ปฏิบัติงานหลักมูลฐานเช่นเดียวกับช่างเทคนิคไฟฟ้า  แต่ชำนาญงานเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม  อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ อาจชำนาญงานโทรคมนาคมระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานอิเล็กทรอนิกส์สาขาอื่นๆ  และอาจมีชื่อเรียกตามงานที่ทำ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะงานได้

แนวทางการประกอบอาชีพ

ช่างอิเล็กทรอนิกส์  ช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประจำศูนย์ต่างๆ  ช่างซ่อมมือถือ พนักงานรัฐและเอกชน  เจ้าของกิจการร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  เจ้าของกิจการร้านขายคอมพิวเตอร์  เจ้าของกิจการร้านคอมพิวเตอร์  เจ้าของกิจการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอื่น ๆ

ทักษะที่ต้องใช้ในการเรียนและการทำงาน

ความแตกต่างในการเรียนระหว่างช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์ คือช่างอิเล็คโทรนิคส์ต้องมีความชอบในการอ่าน ไม่ได้เรียนคำนวนเยอะเท่าช่างไฟฟ้ากำลัง เมื่อจบการศึกษามาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายกว่า หากประกอบอาชีพด้านโทรคมนาคมจะได้เงินเดือนที่สูงกว่า แนวทางในการศึกษาต่อปริญญาตรีก็กว้างกว่าเช่นกัน

ช่างไฟฟ้ากำลัง

สาขาไฟฟ้าเป็นสาขาที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อกระบวนการภาคอุตสาหกรรม   ด้านพลังงาน   และความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน   สาขาวิชาไฟฟ้ามุ่งเน้นในการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาให้มีความรู้   ความเชี่ยวชาญ   เพียบพร้อมทั้งด้านทฤษฎีด้านระบบความคิด และด้านปฏิบัติ   ตอบสนองต่อ เทคโนโลยีสมัยใหม่   ทั้งในด้านระบบไฟฟ้ากำลัง   ระบบควบคุมการวัด   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นต้น   นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้วยองค์ความรู้ ในศาสตร์แขนงต่างๆที่ใกล้เคียงเพื่อให้ผู้เรียนได้สามารถเลือกศึกษาได้อย่างครบวงจร

ลักษณะของงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ
งานซ่อมบำรุงไฟฟ้า  งานตรวจสอบระบบไฟฟ้า  งานติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า   งานตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า
แนวทางการประกอบอาชีพ
1. ช่างไฟฟ้า   พนักงานตรวจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบริษัท   พนักงานรัฐและเอกชน  ผู้ช่วยวิศวกรไฟฟ้า
ช่างติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ  ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า   เจ้าของกิจการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า   เจ้าของกิจการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า   พนักงานการไฟฟ้า

 

ทักษะที่ต้องใช้ในการเรียนและการทำงาน

ผู้ที่สนใจเรียนไฟฟ้ากำลังต้องมีทักษะและความชอบด้านคำนวณมาก เนื่องจากต้องใช้การคำนวนเยอะตลอดการศึกษาทั้ง ปวส. และปริญญาตรี ผู้ที่เรียนไฟฟ้ากำลังเมื่อเรียนจบมาจะหางานได้ค่อนข้างง่ายเนื่องจากทุกโรงงานต้องมีช่างไฟฟ้าอีกทั้งยังสามารถสมัครเข้าทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้อีกด้วย เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น แนวทางการศึกษาต่อ จะเป็นสาขาวิศกรรมไฟฟ้า  จะเห็นได้ว่าการศึกษาช่างไฟฟ้ากำลังจะค่อนข้างเฉพาะทางมากกว่า ดังนั้นผู้ที่สนใจเรียนต้องเป็นผู้ที่มีความชอบในงานด้านไฟฟ้า

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า การจะตัดสินใจเลือกเรียนช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์ นั้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้เรียนเป็นหลัก เพราะงานที่จบมาของทั้งสองสาขานี้มีความแตกต่างกัน  ช่างไฟฟ้าต้องปีนเสาไฟ ต้องดูวงจรไฟฟ้า ต้องเรียนฟิสิกส์เยอะและมีโอกาสทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ส่วนช่างอิเล็คโทรนิคส์นั้น จะเรียนคำนวนไม่เยอะเท่าไฟฟ้าแต่ต้องเรียนโปรแกรมต่างๆเยอะกว่า เรียนวงจรอิเล็คโทรนิคส์ของอุปกรณ์ต่างๆ

ส่วนเรื่องรายได้ของ ช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์ ถ้าในระดับวุฒิ ปวส. อาจจะไม่แตกต่างกันมากนักคือได้เงินเดือนตามวุฒิ ส่วนเงินพิเศษอื่นๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงงานด้วย เมื่อต่อการศึกษาปริญญาตรีช่างไฟฟ้ากำลัง และ อิเล็คโทรนิคส์ ก็จะศึกษาในสาขาที่แตกต่างกันอาจศึกษาต่อในด้านที่ตัวเองเรียนมาหรืออาจเปลี่ยนสาขาวิชาไปเรียนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องก็ได้ ส่วนรายได้หลังเรียนจบแล้วอาจจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับงานที่ทำ  หากทำงานในโรงงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางเยอะก็จะได้รับเงินเดือนที่สูงกว่า