ออนเซ็น น้ำแร่มีคุณภาพรักษาโรคต่าง ๆ…!!!

เสน่ห์ของการแช่น้ำพุร้อนหรือออนเซ็นนั้นคือ เพื่อสุขภาพ เพื่อการรักษา และเพื่อความสดชื่น ผ่อนคลาย และเพื่อความสะอาด การแช่น้ำพุร้อนนั้นมีคุณภาพรักษาโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง และการได้แช่น้ำพุร้อนนั้นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อเราได้มาเยือนประเทศญี่ปุ่น

ออนเซ็น

การแช่ออนเซ็นนั้นนอกจากจะช่วยอบอุ่นร่างกายให้ชาวญี่ปุ่นในฤดูหนาวแล้ว ยังช่วยผ่อนคลาย บรรเทาความเครียดและในน้ำยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่ พร้อมทั้งยังมีสรรพคุณดีงามที่ช่วยทั้งการบำรุงผิวพรรณและบรรเทาโรคเมื่อลงแช่อีกด้วย (ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุด้วย)

วิธีการแช่ออนเซ็นที่ถูกต้อง

1.ควรดื่มน้ำก่อนเข้าแช่ออนเซ็น 15 นาที

หลังจากที่แช่ออนเซ็นแล้วการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การดื่มน้ำก่อนลงแช่ออนเซ็นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะทำให้เลือดไหลเวียนดี แล้วยังช่วยให้การแช่ออนเซ็นนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรดื่มน้ำหรือน้ำชาก่อนเข้าแช่ออนเซ็น 15 นาที

2.ล้างตัวก่อนเข้าแช่ออนเซ็น

ก่อนที่จะลงไปในอ่างอาบน้ำ ให้ชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายก่อน และให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมด การใช้ฟักบัวอาบนั้น กรุณานั่งอาบ

3.ราดน้ำร้อนก่อนเข้าแช่ออนเซ็น

จากเท้าไปหาเอว จากปลายนิ้วไปถึงไหล่และจากหน้าอกไล่ตามลำดับไปยังส่วนที่ไกล การ “ราดนํ้าร้อน” นั้นเพื่อทำให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิของนํ้าร้อน สุดท้ายให้ราดหัวด้วย จะสามารถป้องกันอาการวิงเวียนและความร้อนวูบวาบได้

4.ลงไปครึ่งตัวเพื่อให้ร่างกายชินกับการแช่ออนเซ็น

ลงอ่างออนเซ็นอย่างช้าๆ ตอนแรกให้แช่ในน้ำร้อนขึ้นไปที่ช่องท้อง และ”แช่ครึ่งตัว”เพื่อให้ร่างกายชินกับ อุณหภูมิและความดันของออนเซ็น ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดผลกระทบอย่างรวดเร็ว เมื่ออุ่นขึ้นแล้ว ขอแนะนำให้เคลื่อนไหวแขนและขา

5.จุดที่ควรระวังในการแช่ออนเซ็น

เวลาของการแช่ออนเซ็นนั้น ให้แช่พอประมาณ เวลาของการแช่นั้น ให้ใช้ปริมาณเหงื่อที่หน้าผากและหัวจมูกเป็นมาตรฐาน การแช่ออนเซ็นนานๆจนเหงื่อไหลและใจสั่นนั้น อย่าทำ

6.อย่าอาบน้ำหลังจากที่แช่ออนเซ็น

เพราะส่วนผสมของสมุนไพรจะถูกชำระล้างออกไปด้วยการอาบน้ำ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีผิวละเอียดอ่อนและจะทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังได้นั้น ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

7.เช็ดร่างกายเบาๆก่อนที่จะขึ้นจากการแช่ออนเซ็น

ตอนขึ้นจากน้ำนั้น ให้เช็ดร่างกายเบาๆ และไปที่ห้องแต่งตัว

8.เติมน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอก่อนแช่ออนเซ็น

จากการที่เหงื่อออก ทำให้น้ำในร่างกายลดน้อยลง

9.พักร่างกายช้าๆหลังแช่ออนเซ็น

ระหว่างแช่ออนเซ็นนั้น พลังงานจะมีการถูกใช้ไป นอกจากนี้ความดันโลหิตยังมีการผันผวนได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของสภาพร่างกาย การพักอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

เรียวกัง ผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่น…!!!

เรียวกังเป็นรูปแบบของที่พักแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่มีการใช้บริการอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลายาวนาน ผสมผสานความสะดวกสบายของโรงแรมกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นเหมือนบ้านของคุณเอง เรียวกังเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตญี่ปุ่น เช่นเดียวกันกับประเพณีการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์

เรียวกัง

นอกจากนี้ เรียวกังตั้งอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีอาหารท้องถิ่นโดดเด่น มีวัฒนธรรมและจุดน่าสนใจ มีธรรมชาติแบบญี่ปุ่นแท้ๆซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับฤดูกาลให้ได้สัมผัสประสบการณ์ไม่ซ้ำตลอดปี

ความต่างระหว่างเรียวกังและโรงแรม

1. ตามกฏหมาย ตามกฏหมายแล้ว เรียวกังนั้นจะหมายถึงที่พักที่ใช้โครงสร้างอาคารรวมทั้งของใช้ภายในเป็นของแบบญี่ปุ่น ในขณะที่โรงแรมจะหมายถึงที่พักที่ใช้โครงสร้างอาคารรวมทั้งของใช้ภายในเป็นของแบบตะวันตก (หรือสไตล์ของประเทศอื่นๆ) หรือแปลง่ายๆ ก็คือเรียวกังจะเป็นที่พักแบบใช้ฟูกญี่ปุ่น (Futon) บนพื้นห้องที่เป็นเสื่อญี่ปุ่น (Tatami) และต้องใช้ประเพณีธรรมเนียมแบบญี่ปุ่นในการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการถอดรองเท้าก่อนเข้าต่างๆ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม เรียวกังหลายๆ ที่ก็เรียกตัวเองว่าเป็นโรงแรม และโรงแรมหลายๆ ที่ก็เรียกตัวเองว่าเป็นเรียวกัง การจะขีดเส้นแบ่งอาจจะยากไปหน่อย

2. การบริการลูกค้า ความต่างที่สุดระหว่างเรียวกังและโรงแรมก็คือการให้บริการลูกค้า โดยปกติแล้ว ถ้าเป็นโรงแรมก็จะมีฟร้อนท์ และมีอาหารให้ในร้านอาหารภายในโรงแรม พนักงานโรงแรมจะไม่ค่อยเข้ามาในห้องของแขก แต่กลับกัน เรียวกังจะมีอาหารมาเสริฟให้ถึงในห้อง และพนักงานก็จะมีการพูดคุยกับแขกบ่อยครั้งกว่า

3. ที่มา เรียวกังมีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ในยุคสมัย Nara ที่พระจะสร้างที่พักเอาไว้ให้นักแสวงบุญให้ได้มาพักระหว่างเดินทางเพื่อความปลอดภัย ที่พักสำหรับนักแสวงบุญจึงถือกำเนิดขึ้นมากมายหลังจากนั้น และได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาเป็นที่พักอื่นๆ สำหรับนักเดินทางรวมถึงเจ้าครองแคว้นต่างๆ และหลังจากนั้นแขกชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นในสมัยปลาย Edo ที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศ จึงทำให้ที่พักเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้รองรับแขกฝรั่ง จนกลายมาเป็นโรงแรมนั่นเอง

4. ห้องพัก คงไม่ต้องพูดถึงว่าความต่างที่เห็นได้ชัดในห้องพักเลยก็คือ ห้องพักในเรียวกังจะเป็นแบบเสื่อญี่ปุ่น (tatami) ที่แขกที่มาพักจะนอนบนฟูกญี่ปุ่น ห้องส่วนมากมักจะมีขนาดตั้งแต่ 8 เสื่อไปจนถึง 12 เสื่อ บางทีก็จะมีเตียงแทน futon ที่พึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาไม่กี่ปีนี้เอง คล้ายๆ จะเป็นลูกผสม แต่ก็ยังคงความเป็นเสื่อ tatami เอาไว้อยู่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ที่นอนภายในโรงแรมจะเป็นเตียงแสียส่วนใหญ่

5. Omotenashi เป็นบริการเฉพาะแบบเรียวกังแท้ๆ นั่นคือเพื่อนำเสนอบริการสูงระดับให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนที่มีความต้องการและอาชีพที่แตกต่างกัน ซึ่งต่างจากโรงแรมที่จะให้บริการแบบตามมารตฐาน โดยทางเรียวกังจะอาศัยการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อจะเรียนรู้รสนิยมและความต้องการลูกค้านั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสริฟอาหารที่ถูกปากลูกค้านั้นๆ โดยเฉพาะ นอกจากนี้เรายังจะได้ยินพนักงานเรียวกังแนะนำเราเสมอๆ ว่า วันนี้อะไรสวย อะไรอร่อย อยากจะให้ได้ลองดูลองชิม เพราะว่าเรียวกังมักจะอยากนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของตอนนั้นให้กับลูกค้ามากกว่าจะให้บริการตามมารฐานนั่นเอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Omotenashi ของญี่ปุ่น

เรียวกังมักจะพบในบริเวณที่มีทัศนียภาพสวยงาม เช่น บริเวณภูเขา และชายทะเล เป็นต้น ในปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนาเรียวกังให้เป็นคอนเซปในการออกแบบของโรงแรมในเครือสมัยใหม่ซึ่งมีชื่อว่า “โฮชิโน รีสอร์ต” ซึ่งได้เปิดให้บริการเรียวกังในเมืองคารุอิซาวะ ในปีค.ศ. 1914 นอกจากนี้ เรียวกังตั้งอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีอาหารท้องถิ่นโดดเด่น มีวัฒนธรรมและจุดน่าสนใจ มีธรรมชาติแบบญี่ปุ่นแท้ๆซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับฤดูกาลให้ได้สัมผัสประสบการณ์ไม่ซ้ำตลอดปี พนักงานที่เป็นมิตรที่เรียวกังจะต้อนรับคุณเหมือนคนในครอบครัว คุณจะรู้สึกได้ถึงการต้อนรับสไตล์ญี่ปุ่นในทุกด้านตั้งแต่ห้องพักที่สะอาดไปจนถึงอาหารจานพิเศษในแต่ละฤดูกาล